คีโมกับมะเร็งและการดำรงชีวิต ( ดีมาก ๆ)

(1/5) > >>

นายรัก-รักในหลวง-:
cradit from forward mail ครับ
เห็นว่า เป็นประโยชน์ เลยนำมาเผยแพร่ครับ  ::014:: ::014:: ::014::

หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก


ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์


1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง


3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเรงจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก


4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต


5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น


6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ


7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ


8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก


9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น


10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย


11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว


อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง


a. น้ำตาลคืออาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น "" นิวตร้าสวีต "" "" อีควล "" "" สปูนฟูล "" ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ "" แบรก อมิโน "" หรือเกลือทะเลแทน


b. นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร


c. เซลมะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแงดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง


d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน 15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F ( ประมาณ 40 องศา C)


e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง


12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น


13. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็ง และช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น


14. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซล หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป


15. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การป้องกันเชิงรุกและการคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง.... ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต


16. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆจะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซล การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง  ::014:: ::014:: ::014:: ::014::

Ruk™-รักในหลวง:
   ขอบคุณมากครับ ที่แนะนำสิ่งดีๆมาฝาก พอดีญาติผูใหญ่ท่านเป็นโรคนี้ด้วย เดี๋ยวจะปรินท์ไปให้ลูกๆท่านอ่าน เพราะมีหลายๆอย่าง
ที่ถกเถียงกันว่าแบบนี้กินได้ แบบนี้กินไม่ได้ แบบนี้ทำได้แบบนี้ทำไม่ได้ 
   เป็นคำแนะนำที่ดีมากๆครับ

K@RN # รักในหลวง:
 :) ขอบคุณมากครับ เป็นประโยชน์ มากจริง ๆครับ  :)

aero2502:
ขอบคุณมากครับ

poethipus:
วันนี้ผมไปให้หมอส่องกล้องตรวจหามะเร็งในลำไส้ใหญ่มาครับ เพราะถ่ายมีมูก(เป็นครั้งคราว)บางทีก็มีเลือดมานานหลายปี
-ก่อนส่องกล้องต้องเคลียร์ลำไส้ด้วยการกินอาหารอ่อน 2 วัน วันที่ 3 กินได้แต่อาหารเหลว ผมเลือกกินน้ำเต้าหู้ แล้วต้องกินยาถ่าย 2 มื้อสุดท้ายก่อนขึ้นเขียง หลังกินยาถ่ายแล้วยังกินน้ำหวานและน้ำเปล่าได้
-ยาถ่ายยี่ห้อ Xubil มีฤทธิ์แรงมาก กินมื้อละ 45 ซีซี.ถ่ายเป็น 10 ครั้งจนออกแต่น้ำใส ๆ กลิ่นคาวจัดเหมือนเป็นโรคบิด(ผนังลำไส้หลุดลอกออกมาบ้างหรือเปล่า ? ถ่ายจนทวารอักเสบ โดนน้ำนี่แสบจี๊ดเลยครับ)
-กล้องที่ส่องเหมือนสายไฟเส้นโตเท่านิ้วมือยาวเป็นวาเลย ที่หัวมีหลอดไฟสว่างมาก
-เขาให้เลือกว่าจะเอาน้ำเกลือ,ยาแก้ปวด,ยาซึม(โดมิคุ่ม) ด้วยหรือไม่ ถ้าคิดว่าทนความเจ็บปวดได้จะไม่เอาก็ได้ ผมเลือกน้ำเกลืออย่างเดียว
-หมอให้นอนตะแคงแล้วสอดกล้องเข้าไปทางทวาร เจ็บพอทนครับ แต่เมื่อสอดลึกเข้าไป  ๆ กลับทนไม่ได้ มันแน่นท้องไปหมดมีความรู้สึกเหมือนร่างกายจะระเบิด บางจังหวะก็ไม่เจ็บ แต่พอโดนกระตุ้น(คงสอดลึกเข้าไปอีก)ก็จุกแน่นจนทนไม่ได้อีก ผมจึงขอยาแก้ปวดเพิ่ม เขาฉีดให้ทางสายน้ำเกลือ หมอให้เปลี่ยนเป็นนอนหงาย คราวนี้สบายขึ้นหน่อย คงเพราะได้ยาแก้ปวดด้วยจึงทนได้จนจบเคส ทั้งหมดกินเวลาราว 10 นาทีเศษ
-เห็นภาพที่มอนิเตอร์ ภายในลำไส้ใหญ่เหมือนอุโมงสีแดงแบบเดียวกับที่เราอ้าปากแล้วเห็นลิ้นไก่ พื้นผิวไม่ราบเรียบคล้ายถูกมัดเป็นปล้อง ๆ แต่เห็นตอนเริ่มนิดเดียว หลังจากนั้นมันเจ็บปวดจนลืมตาไม่ขึ้น เข็ดขี้อ่อนขี้แก่เลยครับ
-ทราบทีหลังว่าหมอไม่ได้สอดกล้องเข้าไปอย่างเดียว แต่เขาเป่าลมเข้าไปด้วย ให้ลำไส้พองออก ถ้ามันตีบอยู่จะสังเกตยาก ถ้าไม่เป่าลมจะเจ็บปวดกว่านี้อีก
-ผลการตรวจ ลำไส้ใหญ่ผมปกติครับ(ไชโย้) ขอบพระคุณ นพ.จรูญ และ จนท.ห้องศัลยกรรมทุกท่านแห่งศูนย์มะเร็งสุราษฎร์ธานี ที่ช่วยให้กำลังใจผมตลอด จนเสร็จการ
-อาการจุกเสียดแน่นท้องจากลมที่หมอเป่าเข้าไปขังอยู่ยังมีต่อมาอีกหลาย ชม.ครับ ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยผายลม(ตด:ขออภัยครับ)แต่ละครั้งนานนับ 10 วินาทีเหมือนในวันนี้เลย มันฟู่ออกมายาว ๆ เหมือนยางรถยนต์รั่ว
-ค่าใช้จ่าย 2,500.-บาทครับ
-ขอเชิญเพื่อนสมาชิกไปตรวจหามะเร็งระยะแรกกันทุก ๆ ปีนะครับ     

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป